SketchUp โปรแกรมสำหรับมือใหม่หัดออกแบบ 3 มิติ

ในบางสายงาน การออกแบบสเก็ตซ์เป็นภาพวาดบนกระดาษ เป็นเหมือนขั้นตอนเริ่มต้นของการสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือภาพวาดตัวการ์ตูน ตัวละครอะไรสักอย่างเพื่อรอทำขั้นตอนต่อไป เพราะภาพวาดภาพสเก็ตซ์ที่เป็น 2 มิติต้องทำให้เป็น 3 มิติให้มองเห็นถึง ความตื้น ความลึก ความหนา ความบาง เพื่อเพิ่มรายละเอียดของชิ้นงานมากขึ้น เพิ่มความสมจริงเพื่อที่จะสร้างให้ถูกต้องตามการออกแบบและหลีกเลี่ยงความผิดพลาดรวมไปถึงความเสียหายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่องบประมาณในการก่อสร้าง การผลิตนั้น ๆ ด้วย คุณเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าภาพสเก็ตซ์การออกแบบบ้าน ภาพสเก็ตซ์ของผลิตภัณฑ์ หรือภาพวาดที่อยู่บนแผ่นกระดาษ 2 มิตินั้น กลายมาเป็นผลงาน 3 มิติได้อย่างไร

โปรแกรม SketchUP นั้นได้เข้ามาตอบโจทย์ในการออกแบบ 3 มิติได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะโปรแกรมสามารถเปลี่ยนแปลงภาพสเก็ตซ์ 2 มิติบนกระดาษให้กลายเป็นผลงาน 3 มิติได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อาจจะเหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มฝึกออกแบบหรือทำงาน 3 มิติ และคนทั่วไปที่อยากจะลองใช้โปรแกรม 3 มิติ หรืออยากจะลองทำงานแนว 3 มิติดู เครื่องมือเครื่องใช้ในโปรแกรมก็ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวัตถุ สร้างเงาของวัตถุก็ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก และสามารถหมุนดูผลงานที่กำลังสร้างได้ 360 องศา หรือจะซูมเข้าไปดูใกล้ ๆ ซูมออกมาดูแบบมุมกว้างก็ทำได้ตามที่ใจเราต้องการ สามารถเลือกแก้ไขปรับแต่งวัตถุทุกชิ้นและเปลี่ยนสีได้ตามแต่ใจต้องการ หรือจะเลือกพื้นผิวของวัตถุก็มีให้เลือกมากมายเช่นกัน นอกจากจะสร้างสรรค์ปรับแต่งวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างแล้วโปรแกรม SketchUp ยังสามารถสร้างและปรับแต่งลักษณะทางภูมิศาสตร์ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมโดยรอบได้อีกด้วย เป็นโปรแกรมที่ใช้พื้นที่หน่วยความจำบนเครื่องคอมพิวเตอร์น้อยมากถ้าเปรียบเทียบกับโปรแกรมออกแบบ 3 มิติโปรแกรมอื่น และใช้เวลาไม่นานนักในการประมวลผล ถ้าคุณยังไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้แต่อยากจะฝึกฝนฝึกหัดโปรแกรม SketchUp จะเป็นทางเลือกและคำตอบที่คุณต้องการอย่างแน่นอน

สำหรับการทำงานแนว 3 มิติก็ไม่ได้มีแค่โปรแกรม SketchUp เท่านั้นยังมีโปรแกรมอื่น ๆ อีกมากมายแต่สำหรับ SketchUp อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในสายงานนี้ของหลาย ๆ คนที่จะฝึกฝนเพราะสามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าอยากเพิ่มขั้นไปในระดับมืออาชีพก็มีอีกเวอร์ชันคือ SketchUp Pro ซึ่งต้องเสียเงินซื้อ ต้องยอมรับเลยว่ายุคสมัยนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำงาน การสร้างสรรค์ผลงานในหลาย ๆ ด้านยกตัวอย่างเช่น ในด้านวิศวกรรมที่ใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน เพิ่มความสมจริงก่อนจะลงมือผลิตชิ้นงานออกมาจริง ๆ  ในด้านภาพยนตร์ก็ใช้การออกแบบ 3 มิติหรือการทำกราฟฟิกส์ในการสร้างภาพยนตร์ให้ไปเป็นไปตามจินตนาการของคนทำภาพยนตร์ โปรแกรมเหล่านี้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์ผลงาน และเพิ่มความแม่นยำในการสร้างสรรค์ผลงานมากยิ่งขึ้น

 กราฟิกดีไซน์ ศาสตร์เก่า แต่ได้รับความนิยมใหม่แห่งยุค 4.0

โลกเปลี่ยน ศิลปะเปลี่ยน แน่นอนว่าศิลปินหรือนักออกแบบทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงกระบวนการ และวิถีทางการทำงานของตนให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น และในยุคสมัยที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คนเราก็ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้ดีเช่นกัน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำกราฟิกดีไซน์เข้ามามีบทบาทมากมายในโลกยุคปัจจุบัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ความบันเทิง หรือในด้านอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ร้านค้า แบรนด์สินค้า การตกแต่งชิ้นงาน หรือแม้แต่การทำ Resume สมัครงาน ก็ต้องอาศัยการทำกราฟิกเพื่อดึงดูดความสนใจให้ดูแตกต่างและมีผลต่อการตอบรับมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันอาชีพกราฟิกดีไซน์ได้รับความนิยมแพร่หลายมากมีความต้องการบุคลากรที่เพิ่มมากขึ้นและค่าตอบแทนไม่น้อยเลยทีเดียว

โปรแกรมทำกราฟิกดีไซน์ที่ไม่เคยมีใครมองข้าม

หากคุณบอกกับนักกราฟิกดีไซน์ว่าต้องการออกแบบหรือสร้างสรรค์ผลงานกราฟิกสักชิ้นหนึ่ง โปรแกรม Adobe Illustrator จะเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่พวกเขาแนะนำ เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมจากตระกูล Adobe ซึ่งการใช้งานค่อนข้างเข้าใจง่าย และตัวกล่องเครื่องมือมีมากมายหลายประเภท สามารถเลือกใช้งานตามความเหมาะสมของประเภทชิ้นงานและใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ทำความเข้าใจ นอกจากจะใช้งานง่ายแล้วยังทำงานได้หลากหลายแนวเช่น ทำปกหนังสือ ออกแบบเว็บไซต์ ออกแบบโลโก้ ดราฟท์รูปภาพ หรือแม้แต่การทำสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหมดนี้สามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ด้วยโปรแกรมเพียงโปรแกรมเดียว ในตัวโปรแกรมมีสีอยู่มากมายหลายเฉดสีคุณสามารถเลือกผสมสีต่าง ๆ เองได้ตามแต่ที่ต้องการ เช่นเดียวกับตัวอักษรที่มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ และหากคุณต้องการรูปแบบอื่นก็สามารถดาวน์โหลดตัวอักษรจากเว็บไซต์ได้ แล้วถ้าคุณมีปัญหาเรื่องความยุ่งยากความไม่ถนัดในการใช้งานกล่องเครื่องมือ หรือไม่อยากเสียเวลาคุณสามารถใช้งานปุ่มลัดเช่น Ctrl + Space bar (window) Command + Space bar (mac) คือการ Zoom In หรือ Zoom Out แทนที่จะกดคลิ๊กจากกล่องเครื่องมือ ก็ใช้ปุ่มลัดแทนซึ่งก็จะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานให้รวดเร็วมากขึ้น และตัวโปรแกรมเองยังมีหลายเวอร์ชัน ซึ่งคุณสามารถอัพเดทให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันซึ่งจะเพิ่มเครื่องมือใหม่ ๆ ลูกเล่นใหม่ ๆ และทำให้โปรแกรมของคุณมีความเสถียรอยู่เสมอ

นักกราฟิกดีไซน์มืออาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้บริการ Adobe Illustrator ในการสร้างสรรค์ผลงานระดับมืออาชีพให้ออกมาสู่สายตาชาวโลกให้เราเราได้เห็นกันทุกวันนี้ และไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าโปรแกรมที่อยู่ในคอมพิวเตอร์โปรแกรมนี้มีส่วนร่วมและอยู่เบื้องหลังผลงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้น และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ Adobe Illustrator เป็นโปรแกรมทำกราฟิกอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อสงสัย

Adobe Premiere Pro โปรแกรมตัดต่อที่มืออาชีพยอมรับ

ถ้าพูดถึงการตัดต่อคนทั่วไปอาจคิดว่าไม่ใช่กระบวนการที่สำคัญอะไรเท่าไหร่ อาจจะคิดว่านักแสดง ผู้กำกับ หรือตากล้องนั้นสำคัญกว่า แต่หากขาดการตัดต่อไปแล้วผลงานชิ้นนั้น ๆ ย่อมไม่สมบูรณ์แน่ ๆ ในการผลิตภาพยนตร์หรือโฆษณาต่าง ๆ จะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าหากไม่ผ่านขั้นตอนการตัดต่อ

กระบวนการตัดต่อจะเริ่มทำหลังจากถ่ายทำทุกฉากทุกตอนเสร็จสิ้น เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนท้าย ๆ ของการผลิตภาพยนตร์หรือโฆษณาก็ว่าได้ การควบคุมเวลา ฉากดีฉากเสียตรงไหนควรตัดออก ตรงไหนควรแก้ไข รวมไปถึงเทคนิคในการตัดต่อที่จะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมและการเล่าเรื่อง ที่จะเป็นสไตล์ของแต่ละบุคคล เป็นสไตล์ของชิ้นงานนั้น ๆ ด้วย หรือแม้กระทั้งแสงสีและการเปลี่ยนฉาก ย่อมต้องอาศัยการตัดต่อทั้งนั้น แน่นอนว่าการตัดต่อที่ดีต้องมาคู่กับโปรแกรมตัดต่อที่เยี่ยมยอดเช่นกัน

ถ้าพูดถึงการตัดต่อภาพยนตร์ โฆษณา หรือแม้แต่คลิปวิดีโอ นักตัดต่อมืออาชีพย่อมเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าโปรแกรม Adobe Premiere Pro เป็นหนึ่งในโปรแกรมตัดต่อที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยความหลากหลายทางด้านเทคนิคและ Effect การลำดับภาพ การทำภาพซ้อน การเปลี่ยนฉาก แต่งสี และลีลาท่วงทำนองที่เอื้ออำนวยต่อจินตนาการของเหล่าบรรดานักตัดต่อทั้งหลายได้ดี ถ้าคุณต้องการให้ผลงานออกมาเป็นแบบไหน แนวไหน ก็สามารถสร้างสรรค์เติมแต่งได้ดั่งใจ ถึงแม้ว่าการใช้งานอาจจะซับซ้อนไปหน่อยสำหรับมือใหม่แต่ถ้าลองศึกษาและเรียนรู้หมั่นฝึกฝนจนคุ้นมือแล้วนั้นโปรแกรมนี้ถือว่าเป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายเลยก็ว่าได้ การจัดแสงแต่งสีก็ดูจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับโปรแกรมนี้หรือจะเป็นการแก้ไขเสียงก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ไม่ว่าผลงานที่ต้องการจะเป็นเพียงคลิปสั้น ๆ ไปจนถึงภาพยนตร์ยาว 2 ชั่วโมง ไม่ว่าคุณภาพของวิดีโอจะแค่ 360p 1080p หรือจะเป็น 4k ก็ไม่มีปัญหาสำหรับโปรแกรม Adobe Premiere Pro เลยแม้แต่น้อย ถ้าหากวิดีโอ ภาพยนตร์ หรือโฆษณาใดที่ผลิตโดยไม่ผ่านกระบวนการตัดต่อ แก้ไขหรือไม่แต่งเติมอะไรเลย ก็อาจจะไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจและน่าสนใจมากสักเท่าไหร่ ถ้าคุณอยากให้ผลงานของคุณออกมาดีมีมาตรฐานมันก็คุ้มที่จะหามาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

การตัดต่อเป็นอีกหนึ่งขึ้นตอนที่สำคัญในการผลิตสื่อวิดีโอเลยก็ว่าได้ ผู้กำกับหรือผู้สร้างภาพยนตร์ โฆษณา ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการตัดต่อมากเป็นพิเศษ เช่น ภาพยนตร์บางเรื่องใช้เวลาในการตัดต่อนานเป็นปีหรืออาจนานกว่านั้น เพราะฉะนั้นคนตัดต่อจึงเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาดี และโปรแกรมตัดต่อก็เป็นสิ่งสำคัญของนักตัดต่อมืออาชีพ มันเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานของคนตัดต่อเช่นกัน และแน่นอนว่าถ้าคุณอยากเริ่มที่จะฝึกตัดต่อโปรแกรม Adobe Premiere Pro จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของคุณแน่นอน

“แสง” ส่วนประกอบที่สำคัญทำให้ภาพถ่ายลงตัว

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเจอปัญหาเวลาให้เพื่อนถ่ายรูปแล้วหน้าตัวเองดันมืด แต่วิวข้างหลังดันชัดจนต้องลบออกและถ่ายใหม่ พอถ่ายไปเรื่อย ๆ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม จนบางทีถ่ายจนแสงหมดอดได้ภาพที่สวยงามก็มี หากพูดถึงการถ่ายภาพแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีฝีมือมากน้อยขนาดไหนก็ตาม จะเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ ความรู้ขั้นพื้นฐานที่คนถ่ายรูปส่วนใหญ่ควรต้องมี คือ เรื่องของแสง เพราะว่าแสงคือหนึ่งในส่วนประกอบที่ทำให้ภาพถ่ายของคุณดูสวยงาม

ถ้าเป็นมือสมัครเล่นก็แค่ดูว่ามุมนี้ถ่ายออกมาแล้วมืดเกินไปไหม ต้องขยับหามุมไหนเพื่อถ่ายใหม่หรือเปล่า แต่ถ้าหากเป็นมืออาชีพแล้วล่ะก็ เรื่องแสงยิ่งเป็นสิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่ดูว่ามุมไหนแสงจะเข้ามากน้อย แต่บางทีในการทำงานในที่ที่มีแสงน้อยแล้วต้องการภาพถ่ายที่ดีแล้วล่ะก็ มืออาชีพส่วนใหญ่จะต้องเลือกเวลาในการถ่ายภาพ และดูทิศทางแสงก่อนจะลงมือถ่ายกันเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้เราจะนำมันมาบอกคุณ

เทคนิคเรื่องแสงขั้นเทพ ที่ช่างภาพฝากบอกคุณ
                1.เลือกช่วงเวลาในการถ่ายภาพ แน่นอนว่าแสงคือสิ่งที่ทำให้เกิดภาพ แต่ไม่ใช่ทุกสภาพแสงที่จะถ่ายออกมาสวย เวลาที่เหมาะสมสุด ๆ กับการถ่ายภาพในช่วงมีแสงแดด คือ ช่วง 6.00 น. – 10.00 น. และ 16.00 น. – 19.00 น. ช่วงเวลาเหล่านี้จะให้ภาพที่นุ่มนวล แสงไม่แข็งจนเกินไป ส่วนนอกช่วงเวลานี้ เราแนะนำให้คุณถ่ายในร่ม ในอาคารจะดีกว่า

2.อยากได้ฟ้าเข้ม ๆ ให้หันหน้าไปตรงข้ามดวงอาทิตย์ เทคนิคนี้สามารถใช้กับการถ่ายภาพวิวได้ดี เพราะมุมตรงข้ามมักจะให้ท้องฟ้าที่มีสีสดจัด ที่เรียกว่า “มุมโพลาไรซ์” นั่นเอง

3.ย้อนแสงให้เป็น สำหรับการถ่ายภาพบุคคลที่เป็นแสงฟุ้ง ๆ นิยมถ่ายในมุมย้อนแสงในช่วงเวลาเย็น ๆ สัก 17.30 น.-18.30 น. ไปแล้ว จะทำให้คุณได้ภาพฟุ้ง ๆ ของแสงอาทิตย์ และเป็นโทนอบอุ่น ดูสวยงาม

4.เล่นกับเงา การถ่ายภาพอีกประเภทที่นิยมคือ การเก็บบรรยากาศช่วงเช้ามืด หรือใกล้ค่ำ โดยเน้นให้แสงสีของฉากหลังมีความพอดี แต่ตัวคน หรือวัตถุ มืดสนิท ภาพแบบนี้เรียกว่า “ซิลลูเอท” มักจะถ่ายได้ในช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและตก นั่นคือ ก่อน 6.00 น. และหลัง 18.30 น. ไปแล้ว เทคนิคนี้คือให้คุณถ่ายท้องฟ้าให้มีแสงพอดี เท่านั้นก็จะได้ภาพแบบนี้แล้ว ลองให้ตัวแบบเล่นกับร่างกาย เป็นรูปร่างต่าง ๆ ก็ช่วยเพิ่มความเก๋ไก๋ได้อีก
5.มือถือก็เทพได้ สมัยนี้มีบนสมาร์ทโฟน มีแอปพลิเคชันสำหรับถ่ายภาพมากมาย ที่มีฟังก์ชันคล้ายกับกล้องมืออาชีพเลย ถือเป็นอีกหนึ่งมัลติมีเดียที่มีประโยชน์มาก เพราะคุณสามารถเลือกรูรับแสง สปีดชัตเตอร์ และค่าต่าง ๆ ได้ตามใจ ช่วยให้ครีเอทภาพสวย ๆ ได้ไม่แพ้ช่างภาพอาชีพ

และนี่คือ 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณถ่ายภาพได้สวยถูกใจขึ้น จนเพื่อน ๆ ต้องทักแน่นอน อย่าลืมนำเอาไปปรับใช้ทุกครั้งที่หยิบกล้องหรือมือถือขึ้นมานะ

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/en/photographer-tourist-snapshot-407068/

สมาร์ทโฟน อุปกรณ์เล่นมัลติมีเดียที่สมบูรณ์แบบ และอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์

การเกิดมามีอวัยวะครบ 32 ถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของชีวิตมนุษย์ แต่ในปัจจุบันต้องบอกเลยว่าไม่เพียงพอ เนื่องจากมนุษย์เราได้งอกอวัยวะชิ้นที่ 33 ออกมา นั่นก็คือโทรศัพท์มือถือนั่นเอง ซึ่งในสมัยก่อนโทรศัพท์มีเอาไว้แค่ติดต่อสื่อสารกัน ย้อนกลับไปตั้งแต่โทรศัพท์บ้านที่โทรนาทีละ 3 บาทซึ่งคนสมัยก่อนจึงใช้แค่ติดต่อกันแค่เฉพาะที่จำเป็น เนื่องจากค่าโทรที่แสนจะแพง ต่อมาโทรศัพท์ได้มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วมาในรูปแบบที่สามารถพกพาได้ หน้าจอขาวดำ จนกระทั่งมาถึงจอสี ซึ่งคนเรียกโทรศัพท์ประเภทนี้ว่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในยุค 2000 ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นยุคนั้นมากๆใครไม่มีถือว่าเชยกันเลยทีเดียว เพราะไอ้เจ้าโทรศัพท์มือถือนี้สามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างมากกว่าการโทรจึงกลายเป็นแฟชั่นของคนสมัยนั้นกันเลยทีเดียว

ซึ่งการพัฒนาที่รวดเร็วของมันทำให้เจ้าโทรศัพท์ที่เคยเป็นแค่เครื่องมือสื่อสาร กลายมาเป็นสิ่งที่มนุษย์ยุคนี้ขาดไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่าอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์นั่นเอง นั่นก็คือสมาร์ทโฟน ซึ่งไอ้เจ้าสมาร์ทโฟนนี้เองสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างเรียกได้ว่าในยุคนี้สามารถแทนคอมพิวเตอร์ได้เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณต้องการจะเล่นโซเชียลมีเดียต้องการจะแชทกับเพื่อน ซึ่งแต่ก่อนต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้นแต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแชท Facebook หรือแชท Line คุณก็สามารถทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนแค่นั้น หรือถ้าหากคุณต้องการจะทำงานหรือส่งอีเมล์ในสมาร์ทโฟน ก็มีทั้งแอปฯพิมพ์งานและส่งเมล์ ถ้าหากคุณถ่ายภาพหรือวิดีโอแล้วล่ะก็ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณต้องอัพลงคอมฯ เพื่อแต่งภาพ หรือตัดต่อ แต่ในสมาร์ทโฟนสามารถทำให้คุณทำได้เลย ซึ่งทำให้ลดขั้นตอนและความยุ่งยากลงอย่างมาก ต่อมาถ้าพูดถึงการดูหนังฟังเพลงแล้วล่ะก็หากต้องการดูหรือฟังแต่ก่อนคุณต้องมีคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ในตอนนี้คุณทำได้เพียงมือถือ แถมภาพก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เร่แต่อย่างใด เพราะสมาร์ทโฟนยุคนี้สามารถเล่นคุณภาพของภาพได้แบบ Full HD เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

และที่สำคัญที่ทำให้เจ้าสมาร์ทโฟนตอบโจทย์คนยุคนี้คือ การเล่นเกมส์นั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าย้อนกลับไป โทรศัพท์มือถือมีแค่เกมส์ที่ใช้เล่นเพื่อคั่นเวลาเท่านั้น เช่นเกมส์ตะลุยอวกาศ มาจนถึงยุคที่เกมส์ในโทรศัพท์สามารถเทียบเท่าเกมส์ในคอมพิวเตอร์ได้เลยทีเดียว ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ จนทำให้มันเข้าถึงคนมากกว่าคอมพิวเตอร์เสียอีกแถมอีกอย่างกราฟิกของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

เห็นหรือยังครับไอ้เจ้าสมาร์ทโฟนนี้มันทำได้แทบทุกอย่างเลย ตั้งแต่เป็นเครื่องดูหนัง เครื่องฟังเพลง อุปกรณ์ทำงาน อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์เล่นเกมส์เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์เล่นมัลติมีเดียที่ครบจบในเครื่องเดียวเลยก็ว่าได้ เราเลยเรียกมันว่าอวัยวะที่ 33 ของคนยุคนี้ยังไงล่ะ ถ้าเป็นสมัยเอโดะซามูไรขาดดาบไม่ได้ฉันใด สมัยนี้คนก็ขาดสมาร์ทโฟนไม่ได้ฉันนั้น

รูปภาพส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในมัลติมีเดีย

หากวันหยุดนี้เราได้ไปพักผ่อนสมองปล่อยใจ ปล่อยกาย ไปกับทะเลหรือภูเขาก็คงดี เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงคิดอย่างนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงานก็ล้วนแล้วแต่เจอเรื่องหนัก ๆ มาไม่แพ้กัน ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็คงเรียนหนักถ้าเป็นวัยทำงานก็คงทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาได้พัก พอถึงวันหยุดทั้งทีก็คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่า การได้ออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ โดยมีแค่เป้หนึ่งใบ กล้องคล้องคอ และเงินในกระเป๋าอีกนิดหน่อย เอาล่ะถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลย

เมื่อเราออกเดินทางเราก็มักจะพบเจอสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่เสมอและแน่นอนเราทุกคนเมื่อเจอสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เมื่อเรารับรู้มันผ่านเลนส์ตาเราแล้วก็คงหนีไม่พ้นการที่หยิบกล้องขึ้นมาแชะภาพงาม ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ หรือแม้แต่เอามาโพสลงโซเชียลเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ชีวิตเก๋ ๆ ซึ่งเป็นการแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ของเรา หรือแม้แต่การนำภาพที่เราถ่ายมาเขียนเป็นบทความดี ๆ สักหนึ่งบทและนำภาพมาเป็นส่วนประกอบของบทความ ก็จะยิ่งทำให้บทความนั้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่า รูปภาพ คือส่วนประกอบสำคัญของมัลติมีเดียเป็นอย่างมากเนื่องจากมัลติมีเดียจะมีความสมบูรณ์ได้นั้นนอกจากจะประกอบไปด้วยเนื้อหาดี ๆ ตัวอักษรสวย ๆ แล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือรูปภาพสวย ๆ สักรูปนั่นเอง

เอาล่ะเดี๋ยวเราจะมาทำความเข้าใจกันว่ารูปภาพนั้นมีความสำคัญอย่างไรกับมัลติมีเดีย คุณเองคงเคยได้ยินมาแล้วว่าหากต้องการอ่านหนังสือให้เข้าใจนอกจากจะสรุปใจความสำคัญออกมาเป็นแบบย่อแล้วสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันที่จะสามารถให้คุณจดจำได้ดีคือ การทำ mind mapping ซึ่งก็คือการนำเนื้อหาต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในรูปแบบของรูปภาพเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำมากขึ้นนั่นเอง เพราะจากการวิจัยพบว่า มนุษย์เราจะสามารถจดจำได้ดีหากมีภาพหรือสีสันเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง ทีนี้คุณคงเห็นแล้วสิว่ารูปภาพนั้นมีความสำคัญขนาดไหน คราวนี้มาที่มัลติมีเดียกันบ้าง อย่างที่บอกในข้างต้นว่าการมีรูปภาพช่วยเพิ่มความน่าสนใจเมื่อรูปภาพถูกนำมาใส่ในรูปแบบของมัลติมีเดีย จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันคือความลงตัวจริงๆ การที่มัลติมีเดียมีแค่ข้อความ ถึงแม้ว่าข้อความนั้นจะมีรูปแบบอักษรที่สวยงาม มีสีสันที่สดใส จริงอยู่ว่ามันมีความน่าสนใจ แต่จะดีกว่าไหมถ้าในมัลติมีเดียนั้นมีรูปภาพเข้ามาด้วย

รูปภาพไม่ได้เพียงแค่สำคัญกับงานประเภทมัลติมีเดียเท่านั้น แต่แทบทุกอย่างที่เป็นงานศิลปะรูปภาพล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ เพราะรูปภาพเองเป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ มาอธิบายแต่เราก็สามารถเข้าใจความหมายของมันได้ซึ่งเราจะเคยเห็นตามภาพวาดงานศิลป์ต่าง ๆ ซึ่งแทบไม่มีคำบรรยายเลยว่าภาพนั้นคืออะไรแต่เราก็สามารถเข้าใจความหมายของภาพนั้น ๆ ได้ พออ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็คงจะเข้าใจถึงความสำคัญของรูปภาพแล้วไม่มากก็น้อย ถ้ายังไม่เห็นภาพว่ารูปภาพเป็นส่วนประกอบสำคัญของมัลติมีเดียยังไงคุณผู้อ่านลองมองว่ามัลติมีเดียคือกาแฟหนึ่งแก้วตัวอักษรคือตัวกาแฟส่วนรูปภาพคือครีมเทียมและน้ำตาลเห็นหรือยังว่ามันขาดกันไม่ได้จริง ๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณผู้อ่านจะชอบกาแฟดำ

มัลติมีเดียสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ และมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราวันนี้

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า “มัลติมีเดีย” กันมาไม่มากก็น้อย และก็คงจะตีความหมายกันไปต่าง ๆ นานา แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และเข้าใจมันจริง ๆ ว่ามัลติมีเดียนี้คืออะไร เกิดขึ้นมาทำไม และมีประโยชน์อย่างไร เดี๋ยววันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกัน

มัลติมีเดีย ประกอบด้วยคำสองคำรวมกัน คือคำว่า มัลติ และคำว่า มีเดีย ซึ่งคำว่ามัลติหากแปลง่าย ๆ ก็คือหลากหลาย ส่วนคำว่า มีเดีย แปลง่าย ๆ ให้เข้าใจก็คือสื่อ โดยเมื่อนำคำสองคำนี้มารวมกันแล้วก็จะให้ความหมายประมาณว่า สื่อที่ประกอบไปด้วยหลายสิ่งมารวมกัน โดยมัลติมีเดียนี้ประกอบไปด้วยหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษร รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เมื่อนำมาผสมเข้าด้วยกันจะทำให้สื่อหนึ่งสื่อ มีความสมบูรณ์และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หากย้อนไปสมัยแต่ก่อนถ้าเราต้องการเสพสื่อสักหนึ่งสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ เราก็จะเห็นแค่เพียงข้อความที่เป็นตัวอักษร ซึ่งในยุคต่อมาหนังสือพิมพ์ก็เริ่มมีรูปภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงแม้ในยุคเริ่มแรกจะมีแค่ภาพขาวดำและตัวอักษรที่ไม่มีสีสันอะไรเลย แต่ก็ให้อรรถรสที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าแค่อ่านตัวอักษร ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นสื่อเริ่มมีสีสันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หนังสือพิมพ์ หนังสือ หรือนิตยสาร มีความน่าอ่านมากยิ่งขึ้น เพราะจากการวิจัยพบว่าสีสันที่สดใสงดงามมักจะทำให้คนมีความสนใจที่จะอ่านมากขึ้น

พออ่านกันมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็คงพอจะเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่ากว่าจะมาเป็นมัลติมีเดียมันได้ผ่านอะไรมาบ้าง คราวนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลย เมื่อถึงยุคหนึ่งที่เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มหันไปให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์มากกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร จึงทำให้คนที่ทำสื่อเริ่มคิดแล้วว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจสื่อเหมือนเดิม จึงได้เริ่มมีสื่อที่เป็นออนไลน์มากขึ้นโดยสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้มัลติมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการทำสื่อออนไลน์จะเน้นผสมหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษรที่มีสีสันสวยงาม วิดีโอสั้น ๆ ที่นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ภาพถ่ายหรือภาพการ์ตูนที่ดูแล้วเข้ากันกับสิ่งที่จะสื่อ เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาผสมกันแล้ว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “มัลติมีเดีย”

ซึ่งในปัจจุบันนี้ สื่อที่เป็นมัลติมีเดียได้เข้ามามีบทบาทในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งโซเชียลมีเดียเองก็ตาม ซึ่งทุกคนรู้จักสื่อเหล่านี้ดีเพราะสามารถพบเห็นบ่อย ๆ ในอินเตอร์เน็ต มาถึงตรงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคปัจจุบันนี้แทบในทุกอย่างที่เราทำในแต่ละวัน ตั้งแต่จับโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค Facebook ในตอนเช้าไปยันดูทีวีก่อนนอนในตอนค่ำมัลติมีเดียก็ได้อยู่ในทุก ๆ ส่วนของชีวิตเราแทบทั้งสิ้น