คอนเทนต์โฆษณามัลติมีเดียรูปแบบใหม่ ที่ไฉไลกว่าโฆษณาแบบเดิม ๆ

โฆษณา คือสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่ว่าเราจะทำอะไรเราคงจะหนีไม่พ้นโฆษณาเป็นแน่ ไม่ว่าคุณจะขับรถออกไปข้างนอก เห็นป้ายขายที่ดิน ขายบ้าน ขายรถ หรือแม้แต่ชวนปิดทองฝังลูกนิมิตทุกสิ่งล้วนเป็นการโฆษณาทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งคุณนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือ ดูนิตยสาร ฟังเพลงในอินเตอร์เน็ต เล่นเฟสบุ๊ค คุณก็หนีไม่พ้นมัน ซึ่งโฆษณาเกิดขึ้นมานานแสนนานตั้งแต่มีแค่ตัวหนังสือล้วน ๆ ยาว ๆ จนกระทั่งมีรูปภาพเข้ามามีคำโดน ๆ สั้น ๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้คนที่พบเห็นต้องหยุดชะงักเมื่ออ่านผ่านไปไม่กี่คำ ซึ่งโฆษณานี้เกิดขึ้นมาก็เพื่อโปรโมทสิ่ง ๆ หนึ่งที่เจ้าของต้องการจะสื่อ เช่น ถ้าคุณขายอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีโฆษณาเข้ามาเกี่ยว รับรองเลยว่างานนี้คุณเหนื่อยแน่ ๆ เพราะคุณต้องไปเร่ขายสินค้าให้กับผู้คน เพื่อให้ผู้คนสนใจในสินค้าของคุณ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ มีคนอยู่สองคน คนแรกชื่อ A คนที่สองชื่อ B ทั้งสองคนขายครีมทาหน้าเหมือนกัน สรรพคุณและวัตถุดิบเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ A นำครีมไปเดินขายตามบ้าน ตามตลาด ตลอดทั้งวัน ซึ่งแน่นอนถ้าทำงานแบบเต็มที่เลยขายสัก 20 ชั่วโมง นอน 4 ชั่วโมง แน่นอนว่าเหนื่อยแน่ ๆ และไม่รู้ด้วยว่าจะขายได้เท่าไหร่วันไหนป่วยก็ขายไม่ได้ ส่วน B นำครีมมาทำการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำป้ายโดน ๆ ไปติดไว้ตามที่ต่าง ๆ หรือแม่กระทั่งใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณคิดว่าครีมของใครจะถูกมองเห็นได้มากกว่ากัน เนื่องจากโซเชียลคนเล่นทั่วโลกเวลานอนและเวลาตื่นของคนทั้งโลกไม่เท่ากันโอกาสที่คนจะเห็นโฆษณาก็มีเยอะกว่าการเดินเร่ขาย

ทีนี้เราคงเห็นกันแล้วว่า การโฆษณามีส่วนสำคัญมาก ๆ หากคุณต้องการทำธุรกิจ ยิ่งในยุคนี้การแข่งขันยิ่งสูง แค่สินค้าคุณดีคงยังไม่พอแต่การตลาดคุณต้องดีด้วย ซึ่งในยุคอดีตการโฆษณาอาจจะเป็นแค่การบอกถึงสรรพคุณของสินค้าแต่ในปัจจุบันนี้มันคงยังไม่พอ เพราะการตลาดที่ดีต้องทำให้ผู้ที่เห็นสามารถเห็นแค่แว๊บแรกแต่ต้องถึงกับหันมาจ้องดูอีกรอบเลยทีเดียว เอาล่ะเรามาทำความเข้าใจเรื่องคอนเทนต์ของการโฆษณากันดีกว่า ซึ่งจะพูดไปคอนเทนต์ ก็คือการโฆษณารูปแบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยมัลติมีเดีย ซึ่งก็คือประกอบไปด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษรที่น่าสนใจ รูปภาพที่ดึงดูด หรือถ้าเป็นวิดีโอก็คือทำให้คุณสนใจตั้งแต่ 5 วินาทีแรกเลยทีเดียว ซึ่งต้องบอกเลยว่าในยุคปัจจุบันนี้ผู้คนที่ทำธุรกิจในโลกออนไลน์แทบทุกเจ้า ก็ได้นำคอนเทนต์เพื่อมาทำการโปรโมทสินค้าหรือบริการของตน เพราะคอนเทนต์นี้สามารถเข้าถึงผู้คนง่าย เพียงแค่เห็นแว๊บเดียวก็รู้แล้วว่าต้องการจะสื่ออะไร ซึ่งข้อดีของการเข้าใจง่ายคือลูกค้าจะเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อบวกกับรูปภาพและสีสันที่สวยงามของคอนเทนต์คุณ แค่นี้ก็ทำให้ธุรกิจของคุณน่าสนใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว

พออ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงพอเข้าใจเกี่ยวกับคอนเทนต์เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย และใครที่กำลังทำธุรกิจหรือคิดจะทำธุรกิจ ในยุคนี้ต้องบอกเลยว่าการทำแบบออนไลน์โดยมีคอนเทนต์ดี ๆ ที่ดึงดูดคนที่เข้ามาเจอจะสามารถทำให้สินค้าหรือบริการของคุณน่าสนใจแน่นอน

Youtube มัลติมีเดียในรูปแบบทีวีดิจิตอลออนไลน์ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแทนโทรทัศน์

เย็นนี้ละครเรื่องอะไร? พรุ่งนี้วันเสาร์โรงเรียนหยุดต้องรีบตื่นแต่เช้ามาดูช่องเก้าการ์ตูน ประโยคเหล่านี้หากย้อนกลับไปสักสิบปีที่ผ่านมา เราทุกคนคงจะเคยได้ยินกันมามิใช่น้อย เนื่องจากในสมัยอดีตถัดจากยุคที่เรามีเพียงหนังสือให้อ่าน ต่อมาก็มีเพียงแค่วิทยุให้ฟัง จนกระทั่งมาถึงเจ้าสิ่งที่เรียกว่า โทรทัศน์ หรือ TV ที่เราเรียกกันจนติดปาก และโทรทัศน์นี่เองที่ทำให้คนติดมันไม่ใช่น้อย เริ่มมาจากตั้งแต่ยุคสมัยที่โทรทัศน์มีเพียงแค่สองสี คือ ขาวกับดำ ซึ่งในยุคนั้นถ้าใครมีนี่ถือว่ามีฐานะดังไกลไปทั้งหมู่บ้านยิ่งกว่าออกรถป้ายแดงสมัยนี้ซะอีก และในยุคต่อ ๆ มาโทรทัศน์ได้เริ่มมีพัฒนาการมากยิ่งขึ้น เริ่มจากมีจอสี ต่อมามีจอแบน จอโค้ง ภาพคมชัดระดับ Full HD เทคโนโลยีภาพแบบ 4K เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ และอีกมากมาย ทำให้โทรทัศน์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของทุกครอบครัวในทุก ๆ บ้าน เรียกได้ว่าของมันต้องมีเลยทีเดียว โทรทัศน์กลายมาเป็นส่วนสำคัญไม่ว่ากับเด็กหรือว่าผู้ใหญ่ ต่างก็ติดกันงอมแงม เด็กเอาไว้ดูการ์ตูน พ่อแม่ดูละคร ปู่ย่าดูข่าว ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะทำให้ทุก ๆ คนในบ้านรู้สึกว่ามันกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว อ่านมาถึงตรงนี้เราก็คงเห็นแต่ข้อดีของมัลติมีเดียที่เรียกว่าโทรทัศน์ แต่เราลองมาดูกันซิว่าเจ้าสิ่งนี้มีจุดอ่อนหรือข้อด้อยอะไร ถ้าคุณเป็นเด็กคุณจะรู้เลยว่าถ้าอยากจะดูการ์ตูนที่คุณชื่นชอบคุณต้องรอดูแค่เช้าวันเสาร์และอาทิตย์และเรื่องหนึ่งก็ดันเล่นแค่ 30 นาที และถ้าหากคุณเป็นผู้ใหญ่ที่ติดละครหลังข่าวภาคค่ำล่ะ เรื่องหนึ่งก็เล่นแค่สองวันต่อสัปดาห์ สัปดาห์ละสองชั่วโมง พอกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มก็ดันจบและให้ติดตามต่อสัปดาห์หน้าซะงั้น

แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ยุคที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกบ้าน หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือของเราเอง มีเจ้าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ซึ่งจะบอกว่ามันคือมัลติมีเดียรูปแบบใหม่ที่มาในลักษณะของทีวีดิจิตอลออนไลน์ก็คงไม่แปลก เจ้าสิ่งนั้นก็คือ Youtube คือเว็บไซต์หนึ่งที่ต้องบอกว่าแทบทุกคนบนโลกนี้ต้องรู้จัก ขอแค่มีอินเตอร์เน็ตคุณก็เข้าได้แล้ว คุณลองหลับตาแล้วคิดเรื่องที่คุณอยากจะดูสักเรื่องหนึ่งแล้วพิมพ์เข้าไปในช่องค้นหาของ Youtube พนันกันได้เลยว่า 90% คุณจะต้องเจอแน่นอน แล้ว Youtube มีอะไรให้ดูบ้างล่ะ ถ้าเป็นร้านขายของก็คงต้องบอกว่ามีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณอยากดูหนัง ฟังเพลง ดูละคร ดูการ์ตูน หรือแม้กระทั่งหาความรู้ ก็ล้วนแล้วแต่มีแทบทั้งสิ้น

เห็นหรือยังที่บอกว่ามันเกิดมาเพื่อแทนโทรทัศน์ดูเหมือนจะจริง เพราะแทบทุกอย่างที่มีในโทรทัศน์ล้วนหาดูได้จาก Youtube ทั้งสิ้น แต่บางอย่างใน Youtube กลับไม่สามารถหาดูได้ในโทรทัศน์ ถึงแม้ว่ายุคนี้จะยังมีคนดูโทรทัศน์อยู่แต่คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของมัลติมีเดียอย่าง Youtube นี้ ทำให้อัตราการดูโทรทัศน์ของผู้คนลดลงไม่มากก็น้อย

มัลติมีเดียสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ และมันเกี่ยวข้องอะไรกับเราวันนี้

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า “มัลติมีเดีย” กันมาไม่มากก็น้อย และก็คงจะตีความหมายกันไปต่าง ๆ นานา แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และเข้าใจมันจริง ๆ ว่ามัลติมีเดียนี้คืออะไร เกิดขึ้นมาทำไม และมีประโยชน์อย่างไร เดี๋ยววันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกัน

มัลติมีเดีย ประกอบด้วยคำสองคำรวมกัน คือคำว่า มัลติ และคำว่า มีเดีย ซึ่งคำว่ามัลติหากแปลง่าย ๆ ก็คือหลากหลาย ส่วนคำว่า มีเดีย แปลง่าย ๆ ให้เข้าใจก็คือสื่อ โดยเมื่อนำคำสองคำนี้มารวมกันแล้วก็จะให้ความหมายประมาณว่า สื่อที่ประกอบไปด้วยหลายสิ่งมารวมกัน โดยมัลติมีเดียนี้ประกอบไปด้วยหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษร รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เมื่อนำมาผสมเข้าด้วยกันจะทำให้สื่อหนึ่งสื่อ มีความสมบูรณ์และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หากย้อนไปสมัยแต่ก่อนถ้าเราต้องการเสพสื่อสักหนึ่งสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ เราก็จะเห็นแค่เพียงข้อความที่เป็นตัวอักษร ซึ่งในยุคต่อมาหนังสือพิมพ์ก็เริ่มมีรูปภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงแม้ในยุคเริ่มแรกจะมีแค่ภาพขาวดำและตัวอักษรที่ไม่มีสีสันอะไรเลย แต่ก็ให้อรรถรสที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าแค่อ่านตัวอักษร ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นสื่อเริ่มมีสีสันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หนังสือพิมพ์ หนังสือ หรือนิตยสาร มีความน่าอ่านมากยิ่งขึ้น เพราะจากการวิจัยพบว่าสีสันที่สดใสงดงามมักจะทำให้คนมีความสนใจที่จะอ่านมากขึ้น

พออ่านกันมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็คงพอจะเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่ากว่าจะมาเป็นมัลติมีเดียมันได้ผ่านอะไรมาบ้าง คราวนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลย เมื่อถึงยุคหนึ่งที่เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มหันไปให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์มากกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร จึงทำให้คนที่ทำสื่อเริ่มคิดแล้วว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจสื่อเหมือนเดิม จึงได้เริ่มมีสื่อที่เป็นออนไลน์มากขึ้นโดยสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้มัลติมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการทำสื่อออนไลน์จะเน้นผสมหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษรที่มีสีสันสวยงาม วิดีโอสั้น ๆ ที่นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ภาพถ่ายหรือภาพการ์ตูนที่ดูแล้วเข้ากันกับสิ่งที่จะสื่อ เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาผสมกันแล้ว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “มัลติมีเดีย”

ซึ่งในปัจจุบันนี้ สื่อที่เป็นมัลติมีเดียได้เข้ามามีบทบาทในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งโซเชียลมีเดียเองก็ตาม ซึ่งทุกคนรู้จักสื่อเหล่านี้ดีเพราะสามารถพบเห็นบ่อย ๆ ในอินเตอร์เน็ต มาถึงตรงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคปัจจุบันนี้แทบในทุกอย่างที่เราทำในแต่ละวัน ตั้งแต่จับโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค Facebook ในตอนเช้าไปยันดูทีวีก่อนนอนในตอนค่ำมัลติมีเดียก็ได้อยู่ในทุก ๆ ส่วนของชีวิตเราแทบทั้งสิ้น